วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2557
วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557
บทความ : 7 วิธี `แก้เครียดด้วยตัวเอง
ความเครียดเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับมนุษย์แทบทุกเพศทุกวัย
อีกทั้งวิธีการแก้ปัญหาความเครียดก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำง่าย
ดังนั้นจึงมีคนมากมายหลายล้านคนที่ต้องเผชิญกับความเครียดซึ่งมีทั้งเด็ก วัยรุ่น
และผู้ใหญ่ วันนี้ผู้เขียนขอนำเสนอวิธีง่ายๆ
ในการแก้ปัญหาความเครียดดังนี้
1.
อย่าแยกตัวอยู่ลำพัง
เมื่อเกิดความเครียดให้หาที่ปรึกษาและระบายกับคนใกล้ชิดที่สนิทและไว้วางใจ
การแยกตัวอยู่ลำพังจะทำให้เรายิ่งรู้สึกจมอยู่ในความเครียดและเหมือนกับไม่สามารถหาทางออกได้
และมีโอกาสที่จะทำให้บางคนคิดสั้นได้อีกด้วย

2.
เขียนระบายอารมณ์ บางครั้งเมื่อเราเครียดเราไม่อยากคุยกับใคร
สิ่งที่ทำได้คือการใช้วิธีเขียนระบายอารมณ์แทน
การพูดคุยกับคนอื่นอาจเป็นการช่วยระดับหนึ่ง
แต่บางครั้งการพูดระบายอาจไม่ดีเท่าการเขียนระบายความรู้สึกส่วนลึกออกมา
ให้เราใช้เวลากับการดูแลตัวเอง ออกกำลังกาย
ทานอาหารที่มีประโยชน์และเขียนบันทึกสิ่งที่เป็นความรู้สึกอัดอั้นตันใจ
และเราสามารถเก็บสิ่งที่เราบันทึกไว้เป็นสมบัติที่มีค่าส่วนตัวที่จะมีประโยชน์ต่อไปในอนาคตได้
3.
รับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ การรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต
โปรตีน
ไขมันที่มีประโยชน์รวมทั้งผักและผลไม้จะช่วยทำให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากสมองทำงานได้อย่างดีก็จะทำให้เรามีชัยไปกว่าครึ่ง กินอาหารครบทั้ง 5 หมู่
นอกจากจะช่วยให้ร่างกายของเราแข็งแรงแล้วยังช่วยกำจัดความซึมเศร้าอีกด้วย
อาหารเป็นเสมือนยาบำบัดรักษาภายใน
4.
ทานน้ำมันปลา
มีงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่าการทานปลาทำให้ร่างกายและสมองทำงานได้ดี เพราะมี Omega 3
และ Omega 6 ช่วยเรื่องโรคสมองเสื่อม หลอดเลือดอุดตันและความดันโลหิตสูง
อีกทั้งยังมี DHA ช่วยบำรุงสมองและเส้นประสาท ลดความเครียด
และป้องกันโรคอัลไซเมอร์อีกด้วย

5.
เล่นกับสัตว์เลี้ยง
การเล่นกับสัตว์และการเลี้ยงสัตว์เป็นการระบายความเครียดที่ดีอีกวิธีหนึ่ง
เพราะทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลิน
มีความสุขและรู้สึกสดชื่นไปกับความน่ารักของสัตว์อย่างไม่รู้ตัว
6.
ลดน้ำตาล
หลายครั้งเมื่อเวลาเครียดเรามักคิดว่าการช่วยลดความเครียดง่ายๆ วิธีหนึ่งคือ
การกินช็อกโกแลต หรือขนมหวานประเภทต่างๆ
แต่ความจริงแล้วอาหารประเภทของหวานจะมีผลเสียต่ออารมณ์และฮอร์โมน
รวมทั้งทำให้ผิวพรรณเกิดสิวได้ง่ายและยังเป็นการเพิ่มน้ำหนักตัวอีกด้วย
ดังนั้นควรหยุดทานอาหารประเภทของหวานจัด แต่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
เพื่อเป็นการรักษาสุขภาพใจและกายที่ดี
7. ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายถือว่า เป็นการเอาชนะความเครียดได้ดีอีกวิธีหนึ่ง
หลายคนที่ประสบปัญหาเรื่องความเครียดแล้วหาทางออกไม่ได้
จะใช้วิธีรับประทานอาหารมากเกินไปจนน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น
หรือบางคนก็ไม่ทานอาหารจนร่างกายซูบผอม
สิ่งหนึ่งที่ช่วยลดความเครียดได้ดีก็คือการออกกำลังกาย เริ่มต้นโดยการเดินวันละ 30
นาที และเพิ่มการออกกำลังกายมากขึ้นจนเป็นนิสัย อย่าทำหักโหมเกินไป
แต่ค่อยๆทำแล้วจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ไม่เพียงแต่น้ำหนักตัวที่ลดลงเท่านั้น
แต่ยังเป็นการระบายความเครียดที่มหัศจรรย์วิธีหนึ่ง ช่วยระบายความโกรธ
และทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดฟินที่เป็นสารแสดงความสุขออกมาด้วย
เราควรพยายามออกกำลังกายให้ได้ในทุกๆ วัน แต่อย่าคาดหวังผลที่จะเกิดขึ้นชั่วข้ามคืน
เมื่อเราเริ่มออกกำลังกาย การเห็นความสำคัญของคุณค่าในตัวเองจะกลับมา
จะทำให้รู้สึกว่าอยากมีสุขภาพที่ดีอีกครั้ง
และจะทำให้ความเศร้าโศกหรือความเศร้าใจภายในหายไป ลองปฏิบัติดูค่ะ
ได้ผลอย่าคาดไม่ถึงจริงๆ
ความเครียดเป็นสิ่งที่บั่นทอนทั้งสุขภาพกาย
และสุขภาพจิต ถือว่าเป็นปัญหาที่ร้ายแรงไม่น้อยไปกว่าการเป็นโรคร้าย เช่น โรคมะเร็ง
หรือโรคหัวใจ
ดังนั้นเราควรรักษาสุขภาพของจิตใจให้ดีโดยไม่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเครียดนานจนเกินไป
เพราะการมีจิตใจที่แจ่มใสนั้นจะส่งผลที่ดีต่อสุขภาพกายของเราโดยตรง
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวเสมอค่ะ
ที่มา :
ASTVผู้จัดการออนไลน์ โดย ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
บทความ : แนะนำ 10 เมนูเจ เพื่อสุขภาพ
อาหารเจเป็นอาหารที่มีผักและโปรตีนเป็นส่วนประกอบอยู่
ซึ่งดูแล้วเป็นอาหารที่เหมาะกับสุขภาพหากเลือกวิธีปรุงได้ดี และที่สำคัญคือถ้าจับคู่กันได้ถูกก็จะช่วยลดปัญหาจากแป้งเกินไป
ไขมันและน้ำมันมากดังที่อาจทำให้หลายท่านกังวล
นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช
ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า มีหลักอยู่ง่าย ๆ
ที่ถ้าจำได้แล้วจะพลิกแพลงทำเมนูเจได้ดังนี้ 1.แป้งต้องไม่ซ้ำแป้ง เช่น
เส้นหมี่ผัดเจไม่ควรรับประทานกับข้าวผัดเจหรือพะโล้มี่กึง 2.มันต้องไม่ซ้ำมัน อาทิ
ข้าวผัดน้ำมันที่กินกับหมูทอดเจหรือโปรตีนทอด,เผือกทอดกับเต้าหู้ทอด
3.มีแป้งหรือมันแล้วอีกครึ่งต้องเป็นผัก
หรือหลักจำง่ายคือให้มีผักหรือถั่วสักครึ่งในหนึ่งจาน

นอกจากนี้ยังแนะนำเมนูคู่อร่อยอีก 10 เมนู
เพื่อเพิ่มรสชาติการกินเจคือ
1.เต้าหู้กับผักเขียว
อาทิเต้าหู้ผัดผักโสภณหรือผักกาดเขียว เป็นต้น
ที่จับเต้าหู้มาคู่ผักเขียวก็ด้วยต้องการให้ได้โปรตีนที่ย่อยง่ายทั้งได้ส่วนของวิตามินจากผักเขียวแบบไม่ขาด
เพราะการรับประทานผักเขียวนั้นข้อดีคือได้วิตามินเอและเคที่ละลายในการผัดด้วยน้ำมันได้
แต่ก็ยังขาดโปรตีนไป เต้าหู้จึงเหมาะที่จะเข้ามาเติมเต็มส่วนนี้ครับ
2.ฟองเต้าหู้กับจับฉ่าย จับฉ่ายร้อนๆ คู่กับข้าวสวย
ซึ่งถ้าจะให้ได้พลังงานเพิ่มและอิ่มทนขึ้นต้องมีฟองเต้าหู้หรือโปรตีนเกษตรเติมลงไปด้วยจะช่วยเพิ่มคุณค่าทางอาหาร
ที่สำคัญคือเพิ่มรสสัมผัสหนุบนุ่มอร่อยล้ำทำให้จับฉ่ายที่ดูธรรมดามีรสชาติมากขึ้น
เพราะก้อนโปรตีนและฟองเต้าหู้ช่วยดูดซับรสชาติจากน้ำแกงผักได้เป็นอย่างดี
3.ผัดผักรวม
ควรมีเมนูนี้ติดในสำรับด้วยเพราะวิตามินในผักจะช่วยเราได้ดีที่สุดเมื่อมีการรับประทานเป็นทีม
โดยผักที่จะนำ ร่วมกะทะนี้ขอเน้นให้มีหลากสี เพราะมีวิตามินได้หลากหลายขึ้นเท่านั้น
ยกตัวอย่างผัดโหงวก้วยที่ใส่ทั้งเห็ด,แปะก๊วยและผักอื่นๆ
หรือง่ายที่สุดคือผัดผักรวมใช้ซอสเห็ดหอมช่วยเพิ่มความอร่อย รับประทานร้อนๆ
4.ฟองเต้าหู้กับดอกไม้จีน
มักเอามารวมกันในรูปแกงจืด
ซึ่งฟองเต้าหู้เป็นโปรตีนถั่วที่ให้รสสัมผัสนุ่มหนึบอร่อย
ส่วนดอกไม้จีนนั้นมีเส้นใยอาหารสูงเมื่อเอามาต้มรวมกันโดยเติมเห็ดหูหนูลงไปด้วยจะกลายเป็นซุปช่วยล้างพิษได้
นอกจากนั้นยังเอามาทำเมนูประเภทผัดโดยเอาวุ้นเส้นมาผัดแล้วใส่ฟองเต้าหู้คู่ดอกไม้จีน
อร่อยเข้ากันดีครับ
5.ถั่วกับซีอิ๊ว
ให้หาถั่วลิงสงใหม่ๆมาคั่วให้หอม เหยาะซีอิ๊วเห็ดหอมลงไปนิด
ใช้เป็นกับรับประทานร้อนๆกับข้าวต้มข้าวกล้องหอมมันหรืออาจกินกับข้าวต้มลูกเดือยก็ยังได้
การได้ถั่วกับซีอิ๊วเท่ากับเพิ่มโปรตีนให้ร่างกาย
โดยในท่านที่ไม่อยากได้เกลือเกินอาจเปลี่ยนเป็นซีอิ๊วโซเดียมต่ำก็ได้
6.เห็ดกับซีอิ๊ว
เห็ดสดหรือแห้งเป็นแหล่งใยอาหาร,ซีลีเนียมและเบต้ากลูแคน แต่โปรตีนมีน้อย
จึงควรเพิ่มแหล่งโปรตีนที่น่าประทับใจอย่างซอสถั่วเหลืองหรือว่าเต้าหู้ก็ยังได้
ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น
เห็ดหอมผัดแตงกวาใส่ซีอิ๊ว,ต้มข่าเห็ดเจเหยาะซีอิ๊วหรือผัดเห็ดหูหนูกับเต้าหู้ก็อร่อยดีไม่น้อย
7.ผัดกะเพรากับข้าวกล้อง
กับข้าวเจรุ่นใหม่ที่ทำให้คุ้นลิ้นคือผัดกะเพรา
ที่ใช้โปรตีนเกษตรมาทำเป็นหมูหรือไก่เจ เพียงแค่ไม่มีไข่ดาวเท่านั้น
ลำพังแค่กะเพราก็ถือเป็นสมุนไพรช่วยกระดูกบำรุงสายตาแล้ว
ขอให้เลือกข้าวที่ไม่ขัดขาวอย่างข้าวกล้อง
8.น้ำมันงากับสารพัดผัด
เอามาทำเมนูจำพวกผัดช่วยเพิ่มรสให้อร่อยขึ้นมาก อาทิ
เต้าหู้ผัดพริกไทยดำ,อะโวคาโดผัดน้ำมันงา,ผัดผักสี่สหายโดยใช้น้ำมันงาเข้ามาช่วยชูรส
ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ (Sesamin) และไขมันไม่อิ่มตัวชั้นดี
9.ยอดมะพร้าวอ่อนกับหน่อไม้จีน ทั้ง 2
อย่างนี้นำมาทำเป็นวัตถุดิบได้มีเส้นใยอาหารสูงทั้งคู่
โดยยอดมะพร้าวอ่อนอาจนำมาจับคู่กับมะเขือพวงทำแกงเขียวหวานเจจะได้รับวิตามินเอกลุ่มเบต้าแคโรทีนสูง
ส่วนหน่อไม้จีนสามารถรับประทานเปล่าๆหรือจับคู่กับถั่วลิสงหรือเอามาต้มพะโล้กับมี่กึงได้
เป็นเมนูที่เน้นใยอาหารช่วยลดไขมันเกินในช่วงเจ
10.เผือกทอดกับน้ำจิ้มถั่วลิสง
เพื่อให้ได้ประโยชน์จากถั่วและเผือกอย่างเต็มที่ควรมีไขมันไว้ช่วยดึงวิตามินสักนิด
ให้เลือกชนิดของไขมันสุขภาพอย่างน้ำมันพืชเอาไว้ใช้เพื่อให้วิตามินอี
นอกจากนี้การกินเจ ยังช่วยลดความเสี่ยงจากเนื้อสัตว์คือ ไขมันอิ่มตัว โรคอ้วน
สารก่อมะเร็ง ยาปฏิชีวนะปนเปื้อนพาให้คนกินเสี่ยงดื้อยาอีกด้วย
ที่มา :
เว็บไซต์ฐานเศรษฐกิจ
วีดีโอ : สอนใช้ Cinema 4D แบบง่าย .
สอนใช้ Cinema 4D แบบง่าย
วีดีโอ : วิธีลง Photoshop CS6+ใช้งานไม่มีวันหมดอายุ .
วิธีลง Photoshop CS6+ใช้งานไม่มีวันหมดอายุ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

